สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 10-16 ก.ค.2565

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน



1.”ธรรมนัส” ประกาศพรรค ศท. ถอนตัวจาก รบ. เป็นฝ่ายค้าน หลังพ่ายเลือกตั้งซ่อมลำปาง บอก ไม่มีประโยชน์นั่งกลางเขาควาย แบไต๋ร่วมงาน “เพื่อไทย”!

หลังผู้สมัครของพรรคเศรษฐกิจไทยพ่ายศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 4 ลำปางให้กับผู้สมัครจากพรรคเสรีรวมไทย ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นหัวหน้าพรรค เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล รองหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ พรรค ศท. เผยว่า ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค ศท.ที่ติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัดให้แจ้งว่า จากการแพ้เลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง เขต 4 พรรควิเคราะห์สาเหตุเห็นว่า เนื่องจากความไม่ชัดเจนของจุดยืนพรรค ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการที่ ศท.สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ จึงอยากแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ได้หารือแล้วมีความเห็นร่วมกันให้นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรค และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะนายทะเบียนพรรค ซึ่งเป็นวิปรัฐบาล ลาออกจากการเป็นวิปรัฐบาล

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) เผยว่า หลังเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 4 ลำปาง พรรคได้ประชุมพูดคุยทบทวนการทำงานที่ผ่านมา พบว่าพรรคมีความไม่ชัดเจนในบทบาท เบื้องต้นได้ให้นายบุญสิงห์ และนายไผ่ ลาออกจากการเป็นวิปรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนที่ชัดเจน จากนี้ไป พรรค ศท.เตรียมตัวไปทำงานร่วมกับฝ่ายค้านอย่างชัดเจน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน โดยตอนนี้ยังติดภารกิจต่างจังหวัด หลังจากเดินทางถึง กทม. จะเข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เพื่อกราบลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะถือว่า พล.อ.ประวิตร เป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ตามธรรมเนียมคนไทยต้องไปลามาไหว้

วันต่อมา (13 ก.ค.) ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์สื่อถึงการถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล พร้อมประกาศเป็นฝ่ายค้านหลังพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง เขต 4 ว่า เราไม่คาดคิดว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างนี้ ทำให้ตนเองกับคณะกรรมการบริหารพรรค ต้องมานั่งทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น เราคงไปโทษรัฐบาลไม่ได้ แต่เราลงพื้นที่ ประชาชนเขาบ่นว่าไม่ค่อยสบายใจในเรื่องความไม่ชัดเจนของพรรค ศท. โดยเฉพาะตัวของผมเองว่า สรุปแล้วอยู่ฝ่ายใดกันแน่ “การต่อสู้ตรงนี้ จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งประชาชนภาคเหนือตอนบน อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน แม่ฮ่องสอน และลำปาง เขาไม่เอารัฐบาล”

เมื่อถามว่า เมื่อประชาชนภาคเหนือตอนบนไม่เอารัฐบาล ทำให้พรรค ศท.ต้องไปร่วมงานฝ่ายค้านใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ตนถูกขับออกจากรัฐมนตรี ก็ประกาศชัดเจนว่า อยู่ข้างประชาชน แต่ประชาชนไม่เข้าใจหรอกว่าอยู่ข้างประชาชน เพราะยังเห็นการโหวตเรื่องงบประมาณปี 2566 ดังนั้น จึงต้องประกาศให้ชัดเจนว่าจะมาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น พรรคเศรษฐกิจไทยต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจนเลยว่า เราควรจะทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติให้เต็ม 100% ไปเลย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ว่าที่ผู้สมัครของพรรค ศท.ทั้ง 76 จังหวัด สะท้อนมาว่า เราควรแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน เพราะประชาชนเบื่อหน่ายหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ตนมีความมั่นใจว่า เสียงสะท้อนจากว่าที่ผู้สมัครของเรา คือ เสียงสะท้อนจากประชาชน

เมื่อถามต่อว่า การประกาศร่วมทำงานกับฝ่ายค้าน หมายถึงการทำงานกับพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ผู้นำฝ่ายค้านยังไม่ได้คุยกับเรา เราจึงยังไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน แต่มันอยู่ในขั้นตอนต่อไปที่ต้องคุยกันต่อ เมื่อถามว่า ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึงจะทำงานร่วมกับฝ่ายค้านเลยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราประกาศว่าเราทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คงทำงานในทิศทางเดียวกันกับฝ่ายค้าน

ร.อ.ธรรมนัส เผยด้วยว่า การประกาศจุดยืนของพรรค ได้ขออนุญาต พล.อ.ประวิตร แล้ว “ผมได้คุยทางโทรศัพท์และเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ชัดเจนแล้วว่า ขออนุญาตประกาศจุดยืนของพรรคอย่างชัดเจน ซึ่งได้ชี้แจงแล้ว ผมเล่าให้ฟังว่า ผลการเลือกตั้งซ่อม จ.ลำปาง ว่าเกิดอะไรขึ้น เราเหมือนพรรคอยู่ตรงกลางของเขาควายสองข้าง มันไม่ชัดเจน ฝ่ายรัฐบาลเขาไม่ได้สนับสนุนเรา และเราไม่ได้ประโยชน์อะไรจากฝ่ายรัฐบาล อีกทั้งยังถูกกระทำหลายเรื่อง ผมไม่อยากพูดตรงนี้ อีกข้างของเขาควายเขาก็ไม่ได้สนับสนุนเรา ดังนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะมานั่งตรงกลางของเขาควาย ดังนั้นจึงต้องเลือกข้างให้ชัดเจน ผมก็ได้เรียน พล.อ.ประวิตร ซึ่ง พล.อ.ประวิตร มีความเข้าใจและถามว่าทำไมออกมาเป็นฝ่ายค้าน 100%”

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร รั้งให้อยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ก็มีบ้าง แต่ไม่ได้ตัดพ้ออะไร ตนเรียนข้อเท็จจริงด้วยเหตุผล แต่เมื่อเรามีเหตุผลท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ เคารพการตัดสินใจของตน และว่า หลังจากที่ตนกลับเข้า กทม.ในวันที่ 15 ก.ค.แล้ว จะประสานเพื่อเข้าพบ พล.อ.ประวิตร อย่างเป็นทางการอีกครั้ง (มีรายงานว่า ร.อ.ธรรมนัส จะเข้าพบ พล.อ.ประวิตร ในวันที่ 17 ก.ค.)

เมื่อถามต่อว่า การโหวตซักฟอก พล.อ.ประวิตร ขอให้โหวตใครบ้าง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ได้ขอ แม้แต่ตัว พล.อ.ประวิตร ก็ไม่ได้ขอ เมื่อถามว่า ตัวของ พล.อ.ประวิตร พรรค ศท.คงไม่แตะ แต่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีการขอไว้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ได้พูดถึงการโหวตการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พูดถึงเหตุผลการออกมาเป็นฝ่ายค้าน

สุดท้ายเมื่อถามว่า ตัวของ ร.อ.ธรรมนัส และพรรค ศท. มีโอกาสจะไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างเป็นไปได้หมด

2.”อานุภาพ” ชิงลาออกจากพรรคก้าวไกล หลัง คกก.วินัยฯ ให้ขับพ้นสมาชิก เหตุโดนคดีอนาจารเยาวชน ด้านก้าวไกลจี้ลาออกจาก ส.ก.ด้วย!



เมื่อวันที่ 12 ก.ค. อาสาสมัครมูลนิธิเส้นด้าย ได้พา น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 16 ปี น.ส.แอร์ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี และ น.ส.อุ้ม (นามสมมติ) อายุ 18 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ให้ดำเนินคดีนายอานุภาพ ธารทอง ส.ก.เขตสาทร พรรคก้าวไกล (กก.) ข้อหากระทำอนาจาร

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ทั้งหมดเป็นสมาชิกกลุ่มคนรุ่นใหม่ เคยร่วมกิจกรรมกับพรรคก้าวไกลหลายครั้ง กระทั่งวันที่ 11 ก.ค. ผู้เสียหายทั้ง 4 คน ไปร่วมกิจกรรมกับทางพรรค พบนายอานุภาพ หลังเลิกกิจกรรม นายอานุภาพชักชวนไปรับประทานอาหารที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในพื้นที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ มีการดื่มแอลกอฮอล์ แล้วเกิดเหตุการณ์ขึ้นช่วงผู้เสียหายบางรายเข้าห้องน้ำ นายอานุภาพอาศัยช่วงเหยื่อเผลอกอดรัด ไซร้ซอกคอ และจับหน้าอก ทำให้ทั้ง 4 คนตัดสินใจเข้าแจ้งความร้องทุกข์

ด้านนายคริส โปตระนันทน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเส้นด้าย กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เริ่มจากเยาวชนกลุ่มนี้ 4 คน ชื่นชอบนักการเมืองหญิงของพรรคก้าวไกลคนหนึ่ง เดินทางไปร่วมกิจกรรมทางการเมือง เมื่อไปถึง มีการแนะให้เด็กรู้จัก ส.ก.ผู้ก่อเหตุ จากนั้นชวนเด็กไปร่วมกิจกรรมวันที่ 11 ก.ค. หลังร่วมกิจกรรม ส.ก.ชวนเด็กไปทานข้าวที่ร้านอาหาร ทานเสร็จพยายามชวนเด็กไปดื่มต่อที่สำนักงานของตน เด็กบ่ายเบี่ยงจะไม่ไป แต่ ส.ก.พยายามชักชวน จนสุดท้ายตัดสินใจไป เมื่อไปถึงกลับพบว่า ที่ทำงาน ส.ก.เป็นคอนโด ต่อมา เด็ก 1 คน ขอกลับบ้านก่อน เนื่องจากครอบครัวโทร.ตาม เหลือเด็กร่วมดื่มเหล้า 3 คน ต่อมา เด็ก 2 ใน 3 ดื่มเหล้าจนเมาไม่ได้สติ ส่วนเด็กอีกคนพยายามไม่ดื่มเพื่อดูแลเพื่อน

“หลังผ่านไปไม่นาน พบว่า ส.ก.พยายามลวนลามเพื่อนด้วยการหอมแก้ม จับหน้าอก และกอด เด็กเห็นท่าไม่ดี จึงถ่ายคลิปและภาพนิ่งไว้เป็นหลักฐาน และตัดสินใจร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อกลุ่มเส้นด้ายทราบเรื่อง จึงเข้าให้การช่วยเหลือด้วยการให้เด็กทั้งหมดแยกตัวออกจาก ส.ก.ผู้ก่อเหตุ ก่อนพาไปแจ้งความ เบื้องต้นเด็กอยู่ในความดูแลของตำรวจ ซึ่งยังอยู่ในอาการตกใจกลัว เพราะไม่คิดว่านักการเมืองที่ชื่นชอบจะมาก่อเหตุลักษณะนี้ รวมทั้งยังไม่กล้าแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ เพราะเกรงว่าครอบครัวจะรับไม่ได้”

วันเดียวกัน (12 ก.ค.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบาย กทม.พรรคก้าวไกล ได้แถลงข่าวหลังทราบว่า นายอานุภาพ ส.ก.ของพรรคถูกแจ้งความดำเนินคดีคุกคามทางเพศ โดยกล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้เสียหาย อาสาสมัครเส้นด้าย และตำรวจ พบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเชื่อว่ามีมูล จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินัยของพรรคพิจารณาด่วนที่สุด หากพบผิดจริง คณะกรรมการวินัยฟันโทษสูงสุดขับออกจากสมาชิกพรรค หากทั้งหมดเป็นความจริง นายอานุภาพต้องพิจารณาตำแหน่งทางการเมืองของตัวเอง

วันต่อมา (13 ก.ค.) พ.ต.อ.กฤษดา มานะวงศ์สกุล ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ เผยว่า จากการสอบสวนและพิจารณาพฤติการณ์การก่อเหตุแล้ว เบื้องต้นสรุปว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อคดีกระทำอนาจาร 1 คน คือ น.ส.แอร์ (นามสมมติ) โดยเหยื่อระบุว่า ถูกล่วงละเมิดโดยการกอดและลูบคลำ ได้นัดให้ผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาวันนี้ (13 ก.ค.)

ด้านนายอานุภาพ พร้อมทนายความ และญาติ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ และพยายามเปลี่ยนเสื้อผ้าพรางตัวเพื่อไม่ให้สื่อมวลชนจำได้ โดยเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

หลังพนักงานสอบสวนนำตัวนายอานุภาพขอศาลอาญากรุงเทพใต้ฝากขัง ผู้ต้องหาได้ยื่นขอประกันตัว ซึ่งศาลอนุญาตโดยตีราคาประกัน 1 แสนบาท

2 วันต่อมา (15 ก.ค.) นายอานุภาพ ธารทอง ส.ก.เขตสาทร พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อานุภาพ ธารทอง-Arnuparb Tarntong ประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคก้าวไกลแล้ว โดยระบุว่า “เรียนทุกท่าน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของพรรคก้าวไกล ผมจึงขอลาออกจากพรรคก้าวไกล และการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.2565 เป็นต้นไป หลังจากนี้การดำเนินการทางกฎหมายใดๆ กับผู้ที่ให้ข้อมูลเท็จ จะกระทำในนามบุคคลของผมเอง”

วันเดียวกัน (15 ก.ค.) พรรคก้าวไกลได้ออกแถลงการณ์ว่า หลังจากพรรคได้มอบหมายคณะกรรมการวินัย และจรรยาบรรณพรรคให้สอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายอานุภาพถูกแจ้งความดำเนินคดี โดยเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง และในวันนี้ (15 ก.ค.) คณะกรรมการวินัยฯ ได้เรียกนายอานุภาพ มาสอบข้อเท็จจริง นายอานุภาพได้ยอมรับว่า ตนมีพฤติการณ์ผิดต่อจริยธรรมพรรค และสร้างความเสื่อมเสียให้แก่พรรคอย่างร้ายแรง คณะกรรมการวินัยฯ จึงมีความเห็นให้คณะกรรมการบริหารพรรคลงโทษขั้นสูงสุดคือ การให้นายอานุภาพพ้นจากความเป็นสมาชิกพรรค อย่างไรก็ตาม นายอานุภาพได้แสดงความจำนงขอลาออกจากสมาชิกพรรคในวันเดียวกัน

พรรคก้าวไกลยังระบุด้วยว่า แม้นายอานุภาพจะลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลแล้ว แต่ยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) อยู่ เนื่องจากกรณีนี้เป็นความผิดร้ายแรงต่อจริยธรรมพรรค จริยธรรมสังคมอย่างมาก คณะกรรมการบริหารพรรคจึงมีความเห็นให้นายอานุภาพพิจารณาตัวเอง ลาออกจากตำแหน่ง ส.ก. เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

พร้อมกันนี้ พรรคก้าวไกลได้ขออภัยต่อพี่น้องประชาชนอย่างสูงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า พรรคให้ความสำคัญอย่างสูงต่อการป้องกันการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ และจะไม่นิ่งนอนใจต่อการกระทำผิดในกรณีนี้ ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร

3. ศาลฯ พิพากษาจำคุก “นวพล” น้องชาย “นิพนธ์ บุญญามณี” 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีทุจริตสำรวจออกแบบสร้างทางหลวง 30 สาย นับโทษต่ออีก 2 คดี!



เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายนวพล บุญญามณี (น้องชายนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา กับพวกรวม 4 ราย เป็นจำเลย ในข้อหาทุจริตการสำรวจออกแบบโครงการก่อสร้างทางหลวงชนบท 30 เส้นทาง วงเงิน 8,068,000 บาท

โดยโครงการดังกล่าว อบจ.สงขลา ดำเนินการไม่ทันภายในปีงบประมาณ 2547 จึงขออนุมัติเบิกตัดปีเพื่อจ่ายงบประมาณในปี 2548 โดยการขออนุมัติจัดจ้างด้วยวิธีคัดเลือกแบบจำกัดข้อกำหนด ซึ่งใช้กับการก่อสร้างอาคาร แต่ไม่ใช้กับการสำรวจออกแบบถนน ดังนั้น ข้อกำหนดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยพัสดุฯ และเป็นผลให้เบิกจ่ายเงินให้แก่เอกชนผู้รับจ้างไม่ได้ จากนั้น มีการแก้ไขเอกสารการขออนุมัติจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือกแบบจำกัดข้อกำหนดให้เป็นการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ เพื่อให้อนุมัติเบิกจ่ายเงินได้

ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุกนายนวพล จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้นับโทษต่อจากคดีเดิมที่ถูกศาลฯ สั่งจำคุกไปแล้ว

อนึ่ง นายนวพล บุญญามณี เคยถูกศาลพิพากษาจำคุกมาแล้ว 2 คดี ได้แก่ 1.คดีสมยอมกันในการเสนอราคาตามโครงการจัดซื้อพันธุ์สัตว์น้ำ (กุ้งก้ามกราม) จำนวน 40 ล้านตัว งบประมาณ 10,000,000 บาท โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 7 ปี และ 2.คดีนำรถยนต์ราชการไปจำนำที่บ่อนการพนัน ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 18 ปี 24 เดือน

4. “สนธิ” เปิดทรัพย์สิน “ผกก.โจ้” มือคลุมถุงดำ รับราชการแค่ 17 ปี แต่มีทรัพย์สินกว่า 1,500 ล้าน พบยื่นภาษี 7 ปี รายได้ไม่ถึง 3 ล้าน!



เมื่อวันที่ 15 ก.ค. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการ กล่าวผ่านรายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ (สนธิทอล์ก) ซึ่งออกอากาศผ่านแอปพลิเคชัน Sondhi App เฟซบุ๊ก “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และยูทูบ Sondhi Talk ถึงกรณีที่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือผู้กำกับโจ้ อดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ นักโทษในคดีร่วมกันฆ่านายจิระพงศ์ ธนะพัฒน์ หรือมาวิน ผู้ต้องหาคดียาเสพติด ด้วยการร่วมกับลูกน้องใช้ถุงดำคลุมหัว 7 ชั้นจนขาดอากาศหายใจเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2564 ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาประหารชีวิต แต่ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ตนได้ข่าวมาว่าผู้กำกับโจ้ซึ่งอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ผิดหวังต่อคำพิพากษาประหารชีวิต แล้วลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตมาก กลายเป็นคนหมดอาลัยตายอยาก อาจจะคิดว่าตัวเองอาจจะมีโอกาสหลุดพ้นออกไปใช้เงินที่ทำการทุจริตและเก็บสะสมเอาไว้หลายต่อหลายปีสักที

นายสนธิ กล่าวว่า ผู้กำกับโจ้รับราชการตำรวจมา 17 ปี แต่สิบปีหลังรวยเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท ทรัพย์สินและที่มาของความร่ำรวยผิดปกติอย่างมากของผู้กำกับโจ้ ก่อนหน้านั้นมีการสันนิษฐานว่า ประมาณ 500-600 ล้านบาท ซึ่งน่าจะมาจากการยึด การนำจับรถหรูนำเข้าจากต่างประเทศ มากกว่า 400 คัน ที่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรมีส่วนรู้เห็นด้วย แต่ย้อนหลังกลับมา ผู้กำกับโจ้อายุ 42 ปี เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 57 รับราชการครั้งแรกเมื่อปี 2547 ยศร้อยตำรวจตรี ต่อมาปี 2548 ไปเป็นรองสารวัตร สถานีตำรวจภูธรโคกเคียน จ.นราธิวาส, ปี 2549 ได้รับตำแหน่งรองสารวัตร กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, 16 พ.ค. 2559 ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ณ กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

นายสนธิ ตั้งข้อสังเกตว่า ตอนที่ผู้กำกับโจ้อยู่กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 และอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีโอกาสทำคดีสำคัญ เช่น คดี พ.ต.ท.ธนกฤต นิตสพันธ์ สารวัตรสอบสวน สถานีทางหลวง 1 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ร่วมกับภรรยาค้ายาเสพติดข้ามชาติ และสืบสวนจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดเครือข่ายข้ามชาติอีกหลายคดี เช่น จับกุมเครือข่ายนายไซซะนะ แก้วพิมพา มาเฟียค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวลาว ที่โยงกับ “เบนซ์ เรซซิ่ง” นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช อดีตสามีของดาราสาวแพท ณปภา ตันตระกูล, 13 ธ.ค. 2562 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก อีกปีเดียวต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์

นายสนธิ เผยว่า ผู้กำกับโจ้ยื่นภาษี 7 ปี รายได้รวม 2,960,000 บาท แต่บัญชีเงินฝากผู้กำกับโจ้ มีเงินฝากรวม 1,243 ล้านบาท โดยพบว่ามีเงินฝากธนาคาร 3 บัญชี มีชื่อผู้กำกับโจ้เป็นเจ้าของบัญชี และเป็นผู้มีอำนาจในการถอนเงิน รวมแล้ว 1,243,813,772.48 บาท ได้แก่ 1.บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ สาขาตลิ่งชัน ประเภทสะสมทรัพย์ ชื่อบัญชี นายธิติสรรค์ อุทธนผล เป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2564 บัญชีนี้ทำรายการฝาก 258 รายการ รวมเป็นเงิน 1,197,694,152.48 บาท

แสดงว่า 10 ปีนั้นคือ 10 ปีของการที่ทำงานอยู่ในกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด อนุมานได้เลยว่า เงินที่เอามาฝากนั้นคือเงินที่ไปรีดไถพ่อค้ายาเสพติด ฝากตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2554 ถึง 23 เม.ย. 2564 มีเงินฝากถึง 1,197 ล้านบาท 2.บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่ ชื่อบัญชีผู้กำกับโจ้ มี 8 รายการ จำนวน 11,542,450 บาท 3.บัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาราชวัตร ชื่อบัญชีผู้กำกับโจ้ ปี 2554-2557 ช่วงนั้นยังอยู่กับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ทำรายการฝากจำนวน 18 รายการ รวมเป็นเงิน 34,577,170 บาท

นายสนธิ ยังลงรายละเอียดเกี่ยวกับการฝากเงินของผู้กำกับโจ้ด้วยว่า เป็นการฝากเงินครั้งละหลักหลายล้านบาท เดือนละหลายครั้ง บางครั้งเป็นการฝากหลายสิบล้านบาทในวันเดียวก็มี ยกตัวอย่าง วันที่ 5 ก.พ. 2557 มีฝากเงิน 2 ครั้ง ครั้งที่หนึ่งจำนวน 21,999,800 บาท ครั้งที่สอง 1,999,750 บาท รวมเป็นเงินฝากวันเดียว 23,999,550 บาท ส่วนวันที่ 20 มิ.ย. 2557 ฝากเงิน 1 ครั้ง 15 ล้านบาท, 20 พ.ย. 2557 ฝากเงิน 3 ครั้ง ครั้งละ 10 ล้านบาท วันเดียวเป็นเงิน 30 ล้านบาท, 8 ธ.ค. 2557 มีการฝากเงิน 1 ครั้ง จำนวน 30,999,900 บาท, 17 เม.ย. 2558 มีการฝากเงิน 2 ครั้ง แบ่งเป็นครั้งที่หนึ่ง 17,902,500 บาท ครั้งที่สอง 12,540,000 บาท รวมเป็นเงินฝากวันเดียว 30,442,500 บาท

นายสนธิ กล่าวถึงบ้านและที่อยู่อาศัยของผู้กำกับโจ้ด้วยว่า พบว่าเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 79/898 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่น บนที่ดิน 4 แปลง รวม 5 ไร่ ในตำบลบางชัน อำเภอคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ผู้กำกับโจ้ติดต่อซื้อจากผู้ขายเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2557 ถึงวันที่ 23 ธ.ค. 2558 มูลค่ารวม 54,150,000 บาท เงินอันนี้ที่ซื้อที่ดิน ถอนออกมาจากบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาตลิ่งชัน ในชื่อผู้กำกับโจ้มาซื้อ ส่วนรถยนต์ พบว่าผู้กำกับโจ้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองรถยนต์จำนวน 15 คัน แต่คิดเป็นเงินเพียง 6,190,000 บาทเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมูลค่าต้องมากกว่านั้นหลายเท่า พิจารณาจากรถแล้วเป็นรถยี่ห้อหรูหลายคัน ไม่ว่าจะเป็น เบนซ์ อาวดี้ ปอร์เช่ …ข้อมูลเงินสด ทรัพย์สินของผู้กำกับโจ้ มูลค่าจริงตามท้องตลาด ไม่ใช่ตามที่ทางการประเมิน ซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือบ้านและที่ดิน ทั้งหมดแล้วมูลค่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 1,400-1,500 ล้านบาท

นายสนธิ กล่าวอีกว่า “นี่คือตำรวจหนุ่มนายหนึ่ง รับราชการมาแค่ 17 ปี ถูกจับตอนอายุ 41 ปี แต่มีเงินมากมายถึง 1,500 ล้านบาทในชื่อเขาเอง ไม่ใช่เอาในชื่อคนอื่น ไม่นับทรัพย์สินที่ซุกซ่อน หรือฝากไว้กับนอมินีอีกไม่รู้กี่คน อีกกี่ร้อยล้านบาท ผมดูแล้วขบวนการแบบนี้ จำนวนเงินที่เข้าแบบนี้ ระยะเวลาที่เงินเข้าแบบนี้ คงไม่น่าจะเอี่ยวกับขบวนการยึดนำจับประมูลรถยนต์เถื่อนเท่านั้น ผมอนุมานได้ว่าต้องเกี่ยวกับขบวนการทำผิดกฎหมายอย่างอื่น เช่น ยาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้าแรงงานเถื่อน การพนันออนไลน์ แน่นอนว่าแค่ผู้กำกับโจ้คนเดียวมิอาจทำได้แน่นอน น่าจะมีขบวนการใหญ่ ที่มีผลประโยชน์มหาศาลอยู่เบื้องหลัง เผลอๆ เงินที่ผู้กำกับโจ้ฝากเอาไว้ นั่นอาจจะเป็นเงินก่อนที่จะนำมาแบ่งให้กับหลายๆ คนที่อยู่เบื้องหลัง แล้วก็เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น นี่คือความจริงของระบบข้าราชการไทย ของตำรวจไทยบางนาย”

นายสนธิกล่าวด้วยว่า ดูแล้วเป็นไปได้ยังไง รับราชการตำรวจมา 17 ปี มีเงินฝากบวกทรัพย์สินแล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท แล้วเงินฝากเป็นชื่อตัวเอง 3 บัญชี แสดงว่าผู้กำกับโจ้ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องถูกจับได้ เงินที่ใช้น่าจะเป็นการใช้ซื้อตำแหน่ง แต่เผอิญถุงดำทำให้คนตาย ถ้าคนที่ถูกถุงดำคลุมอยู่ หรือไม่ได้คลุมถุงดำแล้วเขาไม่ตาย ป่านนี้ผู้กำกับโจ้อาจจะได้ขึ้นเป็นรองผู้การฯ ไปแล้ว เพราะยัดเงินหนักเหลือเกิน แล้วก็ทำกรรมชั่วต่อไปอีกนานแสนนาน รู้จักคน รู้จักหน้า ไม่รู้จักใจ

5. “ชมรมแพทย์ชนบท” อ้างไลน์ผู้บริหาร สธ. บอก ยาฟาวิฯ กำลังจะขาดแคลน ด้าน อภ.ยันสำรองเพียงพอ เตรียมทยอยส่งอีก 21.3 ล้านเม็ด ตั้งแต่ 17 ก.ค.นี้!



เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ชมรมแพทย์ชนบทได้ออกมาตั้งคำถามถึงการทำงานขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรณียาฟาวิพิราเวียร์ที่ใช้ในการรักษาโควิด-19 กำลังจะขาดแคลน พร้อมเผยข้อความทางไลน์ที่อ้างว่า เป็นผู้บริหาร สธ.ส่งสัญญาณเรื่องนี้ไปยังโรงพยาบาลต่างๆ

โดยข้อความทางไลน์ที่ถูกอ้างดังกล่าว เขียนว่า “เรียนท่าน สสจ./ผอ.รพ. วันนี้ประชุม logistic ยา 1. ผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ ผป.เด็กเพิ่มมากขึ้น 2. favi ทั้งประเทศ มีคงคลังเฉลี่ย 7 วัน 3. gpo คาดว่ายา favi จะจัดส่งให้ได้อีก 5-7 วัน เป็นต้นไป (2 ล้านเม็ด) 4. ยังมี molnu 3 ล้าน คงคลัง สรุป ขอเรียนท่าน สสจ./ผอ.ว่า ต้องสำรอง favi สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 18 ปี (เผื่อว่าถ้ายามาไม่ทัน) ดังนั้นเรียนท่านช่วยส่งสัญญาณแรงๆ ไปว่า ถ้าคนอายุมากกว่า 18 และต้องใช้ favi ช่วยเปลี่ยนเป็น molnu แทน (ถ้าไม่มี contraindication) เพื่อสำรองยา favi ให้เด็กก่อนในช่วงนี้ (เกรงจะเป็นข่าวว่า เด็กป่วยแล้วไม่มียาให้) เรียนท่าน สสจ./ผอ.ช่วยหน่อยครับ”

ทั้งนี้ ชมรมแพทย์ชนบท ระบุว่า “องค์การเภสัชยังไหวไหม ทำฟาวิขาดแคลนอีกแล้ว โควิดกลับมาระบาดหนักขึ้น ยาฟาวิพิราเวียร์กำลังร่อยหรออย่างรวดเร็ว อีกไม่กี่วันจะหมดประเทศ ขณะนี้ต้องใช้โมลนูพิราเวียร์มาใช้แทน ซึ่งก็มีเหลือไม่มากเช่นกัน ส่วนป่วยน้อยและอายุน้อยก็ใช้ฟ้าทะลายโจร”

“เดิมองค์การเภสัชกรรม (GPO) ตั้งเป้าจะผลิตฟาวิใช้เอง โม้ไว้สวยหรู แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่ค่อยได้ผลิต พึ่งพาการนำเข้าเช่นเดิม และได้สิทธิผูกขาดการผลิตและการนำเข้าตลาดเพียงรายเดียว”

“ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟาวิขาดแคลน หลายครั้งแล้วนะ GPO ผู้ต้องรับผิดชอบการบริหารจัดการยาฟาวิที่กระพร่องกระแพร่งนี้ เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากองค์การเภสัชกรรม หากที่ผ่านมารัฐบาลเปิดกว้างให้เอกชนผลิตได้ หรือนำเข้าได้ ปัญหาคงคลี่คลายไปนานแล้ว”

ชมรมแพทย์ชนบท ระบุด้วยว่า “ไลน์จากผู้บริหาร สธ.ส่งสัญญาณไปยังโรงพยาบาลต่างๆ อย่างซีเรียส นอกจากบุคลากรทางการแพทย์ต้องรู้ ประชาชนก็ควรทราบ เพื่อความเข้าใจสถานการณ์ร่วมกัน”

วันเดียวกัน (15 ก.ค.) ภญ.ศิริกุล เมธีวีรังสรรค์ รอง ผอ.องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้ออกมาชี้แจงกรณีชมรมแพทย์ชนบทระบุว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ขาดแคลน โรงพยาบาลทั้งประเทศมีสำรองเพียง 7 วันว่า อภ.ได้มีการบริหารจัดการสำรอง “ยาฟาวิพิราเวียร์” เพื่อรองรับกับสถานการณ์การระบาดโรคโควิด 19 จำนวน 25 ล้านเม็ด โดยจัดส่งกระจายตามการจัดสรรให้กับหน่วยบริการแม่ข่ายตามการจัดสรรของศูนย์อีโอซี สธ.อย่างต่อเนื่องทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด หลังจากนั้นหน่วยงานแม่ข่ายจะบริหารจัดการและกระจายให้แก่หน่วยบริการลูกข่ายในแต่ละพื้นที่ต่อไป ทั้งนี้ ได้จัดส่งแล้วจำนวน 3.7 ล้านเม็ด ส่วนที่เหลืออีก 21.3 ล้านเม็ด ทยอยส่งมอบพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป รวมทั้งสั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ได้จัดหา “ยาโมลนูพิราเวียร์” จำนวน 5 ล้านแคปซูล ได้ส่งมอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้วจำนวน 2 ล้านแคปซูล เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่วนอีก 3 ล้านแคปซูล อยู่ระหว่างจัดหา คาดว่าสามารถส่งมอบได้ไม่เกินปลายเดือน ก.ค.นี้ ย้ำว่า อภ.มีการติดตามและประเมินสถานการณ์ความต้องการใช้ยาอย่างใกล้ชิด เพื่อทำการปรับแผนการสำรองทั้งการผลิตเองและจัดหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของการระบาดของโรคโควิด-19


ส่งหน้านี้ให้เพื่อน

Leave a Comment